บทความนี้ใช้เวลาอ่านประมาณ 21 นาที ยังไม่มีเวลาตอนนี้ใช่ไหม? ไม่เป็นไร ส่งบทความเวอร์ชันไม่มีโฆษณาไปที่อีเมลของคุณ แล้วกลับมาอ่านภายหลังได้!
ในความคิดของหลาย ๆ คนที่มีแพลนจะย้ายประเทศ รวมถึงตัวฉันเองในตอนแรก มักเข้าใจว่าประกันเดินทางหรือประกันสุขภาพเป็นเพียงทางผ่านสำหรับการขอวีซ่า ขอแค่มีเอกสารให้ครบก็พอ ส่วนเรื่องอื่นค่อยไปคิดทีหลัง แต่พอได้ย้ายมาใช้ชีวิตต่างประเทศจริง ๆ ถึงได้รู้ว่าประกันสุขภาพสำคัญมากสำหรับคนที่อยู่ไกลบ้าน เพราะเราไม่มีครอบครัวหรือคนใกล้ชิดคอยดูแล การเจ็บป่วยจึงต้องพึ่งระบบโรงพยาบาลเป็นหลัก และการมีประกันที่ดีช่วยให้เราเข้ารับการรักษาได้อย่างอุ่นใจมากขึ้น
พอเริ่มต้นชีวิตใหม่ในต่างประเทศ เราจะโฟกัสกับบ้านหลังใหม่ งานใหม่ สถานที่ท่องเที่ยว หรือไลฟ์สไตล์แบบใหม่ จนบางครั้งอาจลืมนึกไปว่าค่ารักษาพยาบาลในโครเอเชียแพงกว่าที่คิดไว้ และไม่ได้เข้าถึงง่ายเสมอไป กว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่ต้องเข้าโรงพยาบาลแล้วจริง ๆ
ถึงตอนนั้นจะเห็นชัดเลยว่า การมีประกันสุขภาพที่เหมาะสมตั้งแต่แรกช่วยให้การใช้ชีวิตในต่างแดนสบายใจขึ้นมาก ไม่ใช่แค่เรื่องค่าใช้จ่าย แต่รวมถึงความอุ่นใจว่า หากมีเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้น เราจะยังสามารถเข้าถึงการรักษาที่ดีได้โดยไม่ต้องกังวลมากเกินไป
คำชี้แจงเรื่องความโปร่งใส: บทความนี้อาจมีลิงก์ไปยังผลิตภัณฑ์หรือบริการจากพันธมิตรของเรา หากคุณคลิกลิงก์เหล่านั้น เราอาจได้รับค่าคอมมิชชั่นเล็กน้อย ซึ่งอาจมีผลต่อรูปแบบการจัดวางเนื้อหาบางส่วน อย่างไรก็ตาม โปรดวางใจว่า เราแนะนำเฉพาะสิ่งที่เราเชื่อว่ามีประโยชน์และเหมาะสมกับสถานการณ์ของคุณจริง ๆ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน นโยบายโฆษณา ของเรา.
Contents
- ใครที่ต้องมีประกันสุขภาพในโครเอเชีย?
- ข้อกำหนดประกันสุขภาพตามประเภทวีซ่า
- ทำความรู้จัก ระบบประกันสุขภาพสองชั้นในโครเอเชีย คืออะไร?
- ตัวเลือกประกันสุขภาพในโครเอเชีย
- เปรียบเทียบประกันสุขภาพสากล vs ประกันท้องถิ่นในโครเอเชีย แบบไหนดีกว่า?
- ขั้นตอนสมัครและใช้ประกันสุขภาพในโครเอเชียสำหรับชาวต่างชาติ
- ชาวต่างชาติจะซื้อประกันสุขภาพในโครเอเชียต้องดูอะไรบ้าง
- ย้ายไปโครเอเชียแบบอุ่นใจ
- คำถามที่พบบ่อย
ใครที่ต้องมีประกันสุขภาพในโครเอเชีย?
เอาจริง ๆ เรื่องประกันสุขภาพในโครเอเชียมันไม่ได้เป็นแค่มีก็ดี ไม่มีก็ได้ เพราะบางเคสคือไม่มีสิทธิเลือกด้วยซ้ำ กฎหมายบังคับให้ต้องมีตั้งแต่วันแรกที่เข้าประเทศ และต่อให้ไม่โดนบังคับ สุดท้ายคนส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นต้องทำอยู่ดี เพราะระบบรัฐมันไม่ได้ครอบคลุมแบบที่คิด
โดยเราต้องเข้าใจก่อนว่า ในโครเอเชีย ทุกคนต้องมีประกันสุขภาพ หลักเกณฑ์จะขึ้นอยู่กับว่า
- เราสามารถเข้าร่วมระบบประกันสุขภาพของรัฐได้หรือไม่?
- หากสามารถเข้าร่วมได้ ในหลายกรณีเรายังต้องมีประกันสุขภาพเอกชนในช่วงระหว่างการสมัครหรือรอสิทธิ์จากระบบรัฐ?
- หากเป็นวีซ่าที่ไม่สามารถเข้าร่วมระบบประกันสุขภาพของรัฐได้ เราจำเป็นต้องใช้ประกันสุขภาพเอกชนที่ผ่านข้อกำหนดของรัฐแทน?
หลักๆแล้ว จะแบ่งออกตามวีซ่า ดังนี้
วีซ่าดิจิทัลโนแมด
กลุ่มนี้เลี่ยงไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะเป็นข้อกำหนดของวีซ่า Digital Nomad โดยตรง เนื่องจากไม่ได้อยู่ในระบบประกันรัฐ (HZZO) จึงต้องใช้ประกันเอกชนที่ครอบคลุมทั่วโลก และรวมถึงการส่งตัวกลับประเทศด้วย ซึ่งโดยปกติดิจิทัลโนแมดก็ควรมีประกันสุขภาพสากลอยู่แล้ว เพราะครอบคลุมทั่วโลกได้มากกว่าประกันสุขภาพท้องถิ่น
วีซ่า Non-EU หรือ Work Permit
ก็ไม่ต่างจากดิจิทัลโนแมดมาก คือ ต้องมีประกันสุขภาพตั้งแต่ขั้นตอนยื่นวีซ่า แต่ที่หลายคนพลาดคือช่วงรอยต่อประมาณ 30-60 วันแรกที่สิทธิจากระบบรัฐยังไม่อนุมัติ ประกันสุขภาพเอกชนนี่แหละจะกลายเป็นตัวกันตายจริง ๆ
อย่างน้อยก็ช่วยซัพพอร์ตค่ารักษาก้อนใหญ่ได้
เพราะถ้าเกิดป่วยขึ้นมาในช่วงนี้ แล้วไม่มีอะไรซัพพอร์ตเลย มีสิทธิ์ต้องควักจ่ายเต็ม ๆ
วีซ่าเกษียณอายุ
สำหรับวีซ่าเกษียณอายุ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กรณี
- หากมาจาก EU และยื่นฟอร์ม S1 แล้ว จะไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมระบบประกันสุขภาพของโครเอเชีย
- หากมาจาก EU แต่ยังไม่ได้ยื่นฟอร์ม S1 สุดท้ายจะต้องเข้าร่วมระบบประกันสุขภาพของโครเอเชีย
- หากไม่ได้มาจากกลุ่มประเทศ EU จะต้องเข้าร่วมระบบประกันสุขภาพของโครเอเชีย
อีกข้อกำหนดพิเศษสำหรับกลุ่มนี้คือ หากไม่เคยจ่ายเงินสมทบระบบสุขภาพมาก่อน อาจต้องจ่ายย้อนหลัง (ประมาณ €1,000–€1,100) เพื่อเข้าสู่ระบบ HZZO และอาจมีข้อจำกัดความคุ้มครองในบางกรณี
ดังนั้น บางคนจึงเลือกซื้อประกันสุขภาพเอกชนเพิ่มเติม เพื่อช่วยครอบคลุมโรคซับซ้อนในวงเงินที่สูงขึ้น และทำให้ใช้ชีวิตได้สบายใจมากขึ้น
วีซ่านักเรียนและนักศึกษา
วีซ่านักเรียนและนักศึกษาส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าร่วมระบบประกันสุขภาพของรัฐได้ แต่โดยทั่วไปจะมีประกันที่มหาวิทยาลัยบังคับอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ความคุ้มครองมักจำกัดเฉพาะกรณีฉุกเฉินฃ
การมีประกันสุขภาพเอกชนเพิ่มเติมจึงช่วยเติมเต็มในส่วนของการเจ็บป่วยทั่วไป การตรวจสุขภาพ รวมถึงสุขภาพจิต ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการใช้ชีวิตคนเดียวในต่างประเทศ อีกทั้งยังช่วยให้ครอบครัวทางบ้านอุ่นใจมากขึ้น เพราะมีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง และไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่อีกด้วย
วีซ่านักธุรกิจ
หากถือวีซ่าสำหรับนักธุรกิจ จะต้องเข้าร่วมระบบประกันสุขภาพของรัฐ แต่ในช่วงแรก ส่วนใหญ่จะต้องซื้อประกันสุขภาพเอกชนระหว่างรอสิทธิ์จากระบบรัฐ
และหากต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อย บางคนจะซื้อประกันสุขภาพหรือประกันเดินทางเพิ่มเติม เนื่องจากประกันของรัฐครอบคลุมการรักษาภายในโครเอเชียเป็นหลัก
เวลาเป็นสิ่งที่มีค่ามากสำหรับคนทำงานหรือเจ้าของธุรกิจ การต้องรอคิวในระบบรัฐอาจกระทบทั้งงานและธุรกิจ การมี
ข้อกำหนดประกันสุขภาพตามประเภทวีซ่า
ตามข้อกำหนดของ Ministry of Foreign Affairs (MFA) และระเบียบเชงเก้น การยื่นวีซ่าทุกประเภท ไม่ว่าจะวีซ่าทำงาน Digital Nomad ประกันสุขภาพต้องมี 4 คุณสมบัติเพื่อให้ผ่านการอนุมัติ 100% ดังนี้
- วงเงินคุ้มครองขั้นต่ำ ต้องไม่น้อยกว่า €30,000 เพราะนี้ไม่ใช่เพียงข้อกำหนดทั่วไป แต่เป็นกลไกคัดกรองของรัฐ เพื่อให้มั่นใจว่าหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นทันทีหลังคุณเดินทางเข้าโครเอเชีย จะมีคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้อย่างแน่นอน
- ขอบเขตความคุ้มครอง ต้องระบุ 3 รายการหลักชัดเจน คือ ค่ารักษาฉุกเฉิน (Emergency) การนอนโรงพยาบาล (Hospitalization) และการส่งตัวกลับประเทศ/ส่งศพ (Repatriation) ดังนั้น ประกันเดินทางราคาถูกที่เงื่อนไขคลุมเครือ หรือไม่ระบุ Repatriation อย่างชัดเจน อาจทำให้กระบวนการพิจารณาวีซ่าล่าช้าหรือถูกขอเอกสารเพิ่มเติมได้
- พื้นที่คุ้มครอง ต้องครอบคลุมทุกประเทศสมาชิกเชงเก้น (Schengen Area) ไม่ใช่แค่โครเอเชียเท่านั้น เพื่อให้สิทธิความคุ้มครองต่อเนื่องหากมีการเดินทางข้ามพรมแดน
- ระยะเวลาต้องครอบคลุมวันที่พำนัก ตั้งแต่วันแรกที่เข้าประเทศจนถึงวันสิ้นสุดใบพำนัก ไม่มีช่วงว่าง ไม่มีข้อยกเว้นโดยไม่มีเอกสารรองรับ
ทำความรู้จัก ระบบประกันสุขภาพสองชั้นในโครเอเชีย คืออะไร?
ต้องบอกก่อนว่าระบบประกันสุขภาพในโครเอเชียไม่ได้เหมือนกับหลาย ๆ ประเทศที่เราอาจคุ้นเคย เพราะที่นี่มีกฎเกณฑ์ที่ซ้อนทับกันอยู่ คือ แม้คุณจะมีประกันสุขภาพระดับโลกติดตัวมาแล้ว แต่ตามกฎหมายโครเอเชียคุณต้องมีประกันสุขภาพสองชั้น ดังนี้
ขั้นที่ 1 ประกันสุขภาพภาคบังคับของรัฐ (HZZO)
ราคา: €110-€130 ต่อเดือน
ชั้นแรก ประกันสุขภาพภาคบังคับของรัฐ (Hrvatski zavod za zdravstveno osiguranje: HZZO) ที่ชาวโครแอตรวมถึงชาวต่างชาติที่ย้ายเข้าไปต้องลงทะเบียนจ่ายเงินสมทบรายเดือนให้กับรัฐ เพื่อใช้ในการเข้ารับการรักษากับโรงพยาบาล และเครือข่ายของรัฐ และใช้ยื่นหรือต่อใบอนุญาติพำนัก (Residency Permit)
ถ้าให้เปรียบเทียบง่าย ๆ มันก็คือประกันสังคมสังคมนั้นเอง
ความคุ้มครอง
ประกันสุขภาพภาคบังคับของรัฐ จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษา ดังนี้
- การรักษาโรคทั่วไป เช่น การเข้าพบหมอประจำตัว เป็นต้น
- การส่งตัวพบแพทย์เฉพาะทางโดยต้องมีใบส่งตัวจาก GP เท่านั้น
- การรักษาตัวในโรงพยาบาล ครอบคลุมค่าห้องพักมาตรฐาน อาหาร และการพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐ
- การผ่าตัดและหัตถการ ครอบคลุมการผ่าตัดที่จำเป็นทางการแพทย์ตามมาตรฐานของรัฐ
- ยาตามใบสั่งแพทย์
- การดูแลทันตกรรมพื้นฐาน ครอบคลุมการถอนฟัน การอุดฟัน หรือการรักษาฉุกเฉิน
- การฝากครรภ์ ตรวจครรภ์ และการคลอดบุตร
- การส่งตัวด้วยรถพยาบาล บริการรถฉุกเฉินในกรณีวิกฤตที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่โครเอเชีย
แต่ประกันสุขภาพภาคบังคับของรัฐโครเอเชียมันไม่จบ แค่จ่ายเงิน ยังมีรายละเอียดจุกจิกตามมาอีกเพียบ
20% Co-payment
อย่างแรกเลยคือ แม้ว่าเราจะจ่ายประกันรายเดือนแล้ว เรายังคงต้องจ่ายยิบย่อยตลอดเวลาโดยรัฐไม่ได้ออกให้ทั้งหมด
- รัฐจ่ายให้แค่ประมาณ 80% ที่เหลืออีก 20% เราต้องควักเอง ซึ่งมีเพดานอยู่ราว ๆ €530 ต่อครั้ง
- ถ้าแค่ไปหาหมอ GP ยังต้องจ่ายเพิ่มทุกครั้งประมาณ €1.33 อีก
อาจจะฟังดูเหมือนไม่มาก แต่ถ้าเจอเคสหนัก ๆ หรือต้องรักษาต่อเนื่อง บอกเลยว่ามีสะเทือนกระเป๋าแน่นอน
ต้องหา GP ก่อนเสมอ ซึ่งไม่ได้หาง่ายเสมอ
มากกว่านั้นคือ คุณไม่สามารถเดินไปหาหมอเฉพาะทางเองได้ ต้องเริ่มจาก GP ก่อนเสมอ ไม่ว่าอาการจะเร่งด่วนแค่ไหน ถ้าไม่มีใบส่งตัวก็ไปต่อไม่ได้ แล้วการหาหมอ GP ในเมืองใหญ่อย่าง Zagreb หรือ Split ก็ไม่ได้ง่ายนะ บางทีต้องตระเวนหาเหมือนหาบ้านเช่าเลย ไหนจะเรื่องภาษาอีก
หมอและเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ใช้โครเอเชียเป็นหลัก ถ้าสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง หมอบางคนก็อาจไม่รับเคสเพราะกลัววินิจฉัยพลาด
ระยะเวลารอคิว
สุดท้ายคือเรื่องเวลาที่ต้องแลก ต่อให้ได้ใบส่งตัวแล้ว คิวตรวจพวก MRI หรือหมอเฉพาะทางบางทีรอเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน ซึ่งตอนป่วยจริง ๆ มันไม่ได้อยากรอขนาดนั้นเลยนะ และทุกอย่างยังต้องใช้เอกสารเยอะมาก ถ้าขาดไปใบเดียวคือจบ ใช้สิทธิไม่ได้ทันที
ขั้นที่ 2 ประกันสุขภาพภาคเสริม (Dopunsko)
แม้ว่าระบบประกันสุขภาพของรัฐจะไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ได้ง่ายสำหรับชาวต่างชาติเลยจริง ๆ ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ ทำให้ชาวต่างชาติส่วนใหญ่ที่ย้ายมาอยู่โครเอเชียใช้ประกันสุขภาพเสริมร่วมด้วย ซึ่งสามารถใช้เป็นประกันสุขภาพท้องถิ่น หรือประกันสุขภาพสากลก็ได้ เพื่อเข้ามาปิดช่องว่างค่าใช้จ่ายที่ประกันรัฐไม่ครอบคลุม
โดยคุณสามารถเลือกได้ตามความต้องการและงบประมาณ โดยสามารถเลือกประกันสุขภาพที่เหมาะสมได้ ดังนี้
- ผู้ที่สื่อสารภาษาโครเอเชียได้ เน้นความประหยัด และยินดีรอคิวตามระบบรัฐได้ สามารถทำประกันเสริมท้องถิ่น (Local Dopunsko) ไว้เพื่อจ่ายเพียงค่าส่วนต่างได้ เพราะค่าเบี้ยประกันจะอยู่ราว ๆ €10-€15 ยูโรต่อเดือน แต่ครอบคลุมค่าพบหมอ GP ค่าธรรมเนียมใบสั่งยา หรือค่าห้องพักในโรงพยาบาลรัฐ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการต่อคิวที่ยาวนานอยู่ดี
- ผู้ที่ต้องการความสะดวกสบาย และความคุ้มครองที่ครอบคลุมทุก ๆ ด้านมากกว่า แนะนำให้ทำประกันสุขภาพสากล (International Health Insurance) เพราะนอกจากจะช่วยจ่ายส่วนต่างให้ แล้วยังยกระดับการรักษาของคุณให้เหนือกว่าคนท้องถิ่นทั่วไป เช่น ไม่ต้องรอคิว เข้าถึงโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ วงเงินสูงหลักล้าน ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลที่ซับซ้อน อุบัติเหตุรุนแรง หรือการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินข้ามประเทศ เป็นต้น
ตัวเลือกประกันสุขภาพในโครเอเชีย
หากเข้าใจระบบประกันสุขภาพของโครเอเชียแล้ว คำถามต่อมาคือแล้วเราควรเลือกเจ้าไหนดีที่เหมาะกับตัวเอง ถึงแม้จะไม่ได้มีประกันที่ดีที่สุด แต่มีประกันที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์และงบประมาณของคุณที่สุด โดยสามารถแบ่งตัวเลือกออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ดังนี้
กลุ่มที่ 1 ประกันสุขภาพสากล (International Health Insurance)
ราคาโดยเฉลี่ย: €100-€130 ต่อเดือน (สำหรับคนอายุ 40 ปี)
ประกันสุขภาพสากลเป็นประกันที่นักเดินทางและชาวต่างชาติรู้จักกันดี และมักเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ สำหรับคนที่วางแผนย้ายประเทศ เพราะมีความคุ้มครองสูง สามารถปรับโครงสร้างความคุ้มครองได้ตามงบประมาณ และยังครอบคลุมการรักษาได้ในหลายประเทศหรือทั่วโลก โดยมีแผนมากมายให้เราเปรียบเทียบ
เอาเป็นว่าหากมีแผนประกันสุขภาพสากลดีๆ เราสามารถเข้าโรงพยาบาลเอกชนได้ทั้งในโครเอเชียและต่างประเทศ โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษาเท่าไหร่เลย
แต่ข้อเสียคือราคาที่สูง ทำให้บางครั้งอาจจะเกินความจำเป็นเกินไป โดยเฉพาะคนที่ต้องการความคุ้มครองแค่ภายในโครเอเชียเท่านั้น
เหมาะกับใคร: คนที่ต้องเดินทางระหว่างประเทศบ่อย, digital nomads, คนที่ต้องการความคุ้มครองการรักษาพยาบาลที่สูง
บริษัทแนะนำ: Cigna Global, Bupa Global, Aetna International
กลุ่มที่ 2 ประกันสุขภาพท้องถิ่น (Local Private Insurance)
ราคาโดยเฉลี่ย: €30-€100 ต่อเดือน (สำหรับคนอายุ 40 ปี)
ประกันสุขภาพท้องถิ่นเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในโครเอเชียระยะยาว เพราะถูกออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกับระบบประกันสุขภาพของรัฐ (HZZO) โดยเฉพาะ ช่วยลดค่าใช้จ่ายส่วนต่างและเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ในประเทศ
ข้อดีของประกันประเภทนี้คือ เบี้ยประกันไม่สูงมากเมื่อเทียบกับประกันสากล และยังช่วยให้เข้าถึงคลินิกเอกชนหรือโรงพยาบาลในประเทศได้รวดเร็วขึ้นในบางกรณี โดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่อยากรอคิวนานในระบบรัฐ แต่ยังต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ความคุ้มครองมักจำกัดอยู่ภายในโครเอเชียเป็นหลัก และอาจมีข้อจำกัดด้านวงเงินหรือประเภทการรักษา โดยเฉพาะในกรณีโรคซับซ้อนหรือการรักษาข้ามประเทศ ทำให้บางครั้งยังต้องซื้อประกันเดินทางเพิ่มเติมหากมีแผนเดินทางไปต่างประเทศ
เหมาะกับใคร: คนที่มี HZZO อยู่แล้ว และต้องการใช้ประกันสุขภาพสำหรับโรงพยาบาลเอกชนในโครเอเชียเป็นหลัก
บริษัทแนะนำ: Croatia Osiguranje, Wiener, Triglav
กลุ่มที่ 3 ประกันสุขภาพเสริม (Dopunsko)
ราคาโดยเฉลี่ย: €15
นอกจาก HZZO จะมีประกันสุขภาพภาคบังคับยังมีแพคเกจประกันสุขภาพเสริม ซึ่งข้อดีคือสิทธิการรักษาเดิมจะถูกเชื่อมต่อในระบบสาธารณะสุข ทำให้ไม่ต้องวุ่นวายกับการต่อคิวใหม่
โดยหลักๆคือช่วยในเรื่องของความคุ้มครองส่วนต่าง 20%
เหมาะกับใคร: คนที่ใช้ HZZO เป็นหลัก และไม่ต้องการเสีย co-payment
เปรียบเทียบประกันสุขภาพสากล vs ประกันท้องถิ่นในโครเอเชีย แบบไหนดีกว่า?
ประกันสากล (International Health Insurance) และประกันท้องถิ่น (Local Private Insurance) แตกต่างกันตั้งแต่แนวคิดในการออกแบบความคุ้มครอง เพราะประกันสากลถูกออกแบบสำหรับคนที่ใช้ชีวิตหรือเดินทางหลายประเทศ จึงให้ความคุ้มครองกว้าง ใช้รักษาในโรงพยาบาลเอกชนได้ และสามารถใช้สิทธิข้ามประเทศได้
ขณะที่ประกันท้องถิ่นในโครเอเชียถูกออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกับระบบรัฐ จึงมักเน้นการเสริมบริการหรือช่วยจ่ายค่า co-payment มากกว่าการแทนที่ระบบทั้งหมดและยังมีความแตกต่างกัน ดังนี้
ขอบเขตความคุ้มครอง
ประกันท้องถิ่น เช่น Croatia Osiguranje, Wiener Osiguranje หรือ Generali Croatia เน้นการรักษาภายในประเทศเป็นหลัก การรักษานอกประเทศมักจำกัดเฉพาะกรณีฉุกเฉิน ขณะที่ประกันสากลอย่าง Cigna, Bupa หรือ Aetna สามารถเลือกโซนความคุ้มครอง เช่น ยุโรป หรือทั่วโลก ทำให้เหมาะกับคนที่เดินทางระหว่างประเทศบ่อย
โครงสร้างวงเงิน
ประกันท้องถิ่นมักกำหนดวงเงินเป็นรายการ เช่น ค่าห้อง ค่าผ่าตัด หรือค่ายารายปี หากเกิดเคสใหญ่ วงเงินบางส่วนอาจหมดเร็ว ส่วนประกันสากลมักใช้วงเงินรวมต่อปี เช่น €1,000,000 หรือมากกว่า และจ่ายตามค่าใช้จ่ายจริงภายใต้เงื่อนไขกรมธรรม์ จึงยืดหยุ่นกว่าในกรณีรักษาโรคซับซ้อน
การเข้าถึงแพทย์เฉพาะทาง
ประกันท้องถิ่นช่วยให้เข้าถึงคลินิกเอกชนในประเทศได้เร็วขึ้น แต่เครือข่ายยังจำกัดในโครเอเชีย ขณะที่ประกันสากลมีเครือข่ายโรงพยาบาลเอกชนในหลายประเทศ และบางแผนมีบริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย (Medical Evacuation) หากต้องรักษาในประเทศอื่น
โรคที่เป็นมาก่อน (Pre-existing Conditions)
ประกันท้องถิ่นมักยืดหยุ่นกว่า โดยเฉพาะเมื่อผู้เอาประกันอยู่ในระบบ HZZO อยู่แล้ว แต่ประกันสากลส่วนใหญ่จะไม่คุ้มครองโรคที่เป็นมาก่อน เว้นแต่มีการตกลงเป็นกรณีพิเศษ
ความสามารถในการโอนย้ายประกัน
ประกันท้องถิ่นจะสิ้นสุดเมื่อผู้เอาประกันย้ายออกจากโครเอเชีย ส่วนประกันสากลสามารถคงความคุ้มครองต่อได้หากย้ายประเทศ โดยไม่ต้องเริ่มต้นประวัติสุขภาพใหม่ (หากต่ออายุกรมธรรม์อย่างต่อเนื่อง)
สรุป ตารางเปรียบเทียบประกันสากล vs ประกันท้องถิ่น vs ประกันสุขภาพเสริม
| หัวข้อ | ประกันสุขภาพสากล (International) | ประกันสุขภาพท้องถิ่น (Local Private) | ประกันสุขภาพเสริม (Dopunsko) |
| ตัวอย่างบริษัท | Cigna, Bupa, Aetna | Croatia Osiguranje, Wiener, Generali, Triglav | HZZO (รัฐ), Allianz |
| ขอบเขตความคุ้มครอง | ครอบคลุมหลายประเทศ / ทั่วโลก | ครอบคลุมในโครเอเชียเป็นหลัก | ครอบคลุมเฉพาะส่วนที่ขาดจากระบบรัฐ |
| การเข้าถึงโรงพยาบาล | โรงพยาบาลเอกชน + เครือข่ายทั่วโลก | คลินิกเอกชน + โรงพยาบาลในประเทศ | ใช้ร่วมกับโรงพยาบาลรัฐ (HZZO) |
| วงเงินคุ้มครอง | วงเงินรวมสูง (เช่น €1 ล้าน+) | แยกวงเงินเป็นรายการ (มีเพดาน) | ไม่มีวงเงินใหญ่ เน้นจ่ายส่วนต่าง |
| การรักษาโรคซับซ้อน | รองรับได้ดี | รองรับได้ระดับหนึ่ง | ไม่ครอบคลุม ต้องพึ่งระบบหลัก |
| การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย | มี Medical Evacuation | บางแผนมีในประเทศ | ไม่มี |
| ค่าเบี้ยเฉลี่ยประกัน (สำหรับคนอายุ 40 ปี) | €150–€300/เดือน | €30–€100/เดือน | €7–15/เดือน |
| การใช้ต่างประเทศ | ใช้ได้ทั่วโลก | จำกัด (ฉุกเฉินเท่านั้น) | ใช้ไม่ได้ |
| ความยืดหยุ่น | ย้ายประเทศแล้วยังใช้ต่อได้ | ใช้ได้เฉพาะในโครเอเชีย | ใช้ได้เฉพาะในระบบรัฐ |
| บทบาทกับ HZZO | ใช้แทนหรือเสริมได้ | ใช้เสริมเป็นหลัก | ใช้เสริม (ช่วยจ่าย Co-payment 20%) |
| เหมาะกับใคร | Digital nomad, expat เดินทางบ่อย, ครอบครัว | คนอยู่ระยะยาวในโครเอเชีย | คนที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายจากระบบรัฐ |
ขั้นตอนสมัครและใช้ประกันสุขภาพในโครเอเชียสำหรับชาวต่างชาติ
การย้ายมาโครเอเชียมีระบบประกันที่ซ้อนทับกันอยู่ แต่หากคุณวางแผนเลือกประกันสุขภาพสากลไว้ตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความยุ่งยากและประหยัดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนได้มากกว่า
Step 1: เตรียมเอกสารและสมัครประกันสากลก่อนยื่นวีซ่า
ประกันสุขภาพสากล ซื้อไม่ยากส่วนมากสามารถซื้อได้ตามเว็บไซต์ออนไลน์ของบริษัท หรือนายหน้าประกันทั่วโลก แต่ต้องแน่ใจว่าเอกสารครบถ้วน เพื่อให้กรมธรรม์ออกได้รวดเร็วและถูกต้อง ดังนี้
- หน้าพาสปอร์ต (Passport Copy) ต้องมีอายุเหลือมากกว่า 6 เดือนนับจากวันที่คาดว่าจะเดินทาง
- ที่อยู่ในโครเอเชีย (Intended Address) หากยังไม่มีถาวร สามารถใช้ที่อยู่ของที่พักชั่วคราวหรืออ้างอิงเมืองที่จะไปพำนักก่อนได้
- ประวัติสุขภาพ (Medical History) สำหรับประกันสากล ต้องระบุโรคประจำตัวตามจริง เพื่อพิจารณาเงื่อนไข Pre-existing conditions
- ระบุวันที่เริ่มคุ้มครอง (Start Date) ต้องตรงกับวันที่คาดว่าจะเดินทางเข้าเขตเชงเก็นวันแรก
- เอกสารยืนยันสิทธิวีซ่า ระบุประเภทวีซ่าที่จะยื่น เพื่อให้บริษัทประกันออก Visa Letter หรือ Certificate of Insurance ที่ระบุข้อความ Emergency, Hospitalization, Repatriation และ Schengen Area อย่างชัดเจน
Step 2: ถือกรมธรรม์สากลเพื่อยื่นขอวีซ่า
แม้สถานทูตจะอนุญาตให้ใช้ประกันเดินทางระยะสั้นได้ แต่ทางเลือกที่ดีกว่าคือการซื้อประกันสุขภาพสากล (เช่น Cigna, Bupa หรือ Aetna) ไปเลยตั้งแต่แรก เพราะประกันเดินทางส่วนใหญ่ไม่สามารถต่ออายุได้เมื่อคุณอยู่ในโครเอเชียแล้ว แต่ประกันสากลคือการคุ้มครองระยะยาวที่ออกแบบมาเพื่อคนย้ายประเทศโดยเฉพาะ และควรมีวงเงินควรเริ่มต้นที่ 30,000 เพื่อให้ครอบคลุมเกณฑ์วีซ่า
Step 3: ลงทะเบียนระบบรัฐ HZZO (เมื่อถึงโครเอเชีย)
หลังจากเดินทางมาถึงต้องไปลงทะเบียนกับระบบรัฐที่สถานีตำรวจใกล้บ้านพร้อมกับนายจ้าง เพื่อให้รัฐบาลมั่นใจว่าเรามีตัวตนจริง และพำนักอยู่อย่างถูกกฏหมาย โดยเตรียมพาสปอร์ต ใบอนุญาตพำนัก และเลข OIB ที่ได้รับตอนขอวีซ่าไปยื่น หรือหากไม่ได้ทำงานกับบริษัทโครเอเชีย ต้องชำระเบี้ยประกันรายเดือนเอง ประมาณ €100+ ต่อเดือน
หลังจากนั้นประมาณ 30-60 วัน บัตรประกันสุขภาพชั่วคราวจะส่งมาที่บ้าน หรือหากไม่ได้รับก็สามารถแจ้งเลข OIB เพื่อเข้ารับการรักษาได้
Step 4: ใช้สิทธิประกันสากลควบคู่ระบบรัฐ (แทนการซื้อ Dopunsko)
โดยปกติชาวต่างชาติมักถูกแนะนำให้ซื้อประกันเสริมท้องถิ่น (Dopunsko) แต่หากคุณถือประกันสุขภาพสากลที่มีวงเงินสูงอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้อ Dopunsko เพิ่มเติม
ชาวต่างชาติจะซื้อประกันสุขภาพในโครเอเชียต้องดูอะไรบ้าง
การเลือกประกันสุขภาพในโครเอเชีย ควรเลือกซื้อประกันที่คุ้มครองครอบคลุมการเล่นกิจกรรมแอดเวนเจอร์ด้วย เพราะในโครเอเชียมีกิจกรรมทั้งทางน้ำและทางบกที่ทำให้เราเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุได้ทุกที่ หรือแม้แต่เดินตามเมืองเก่า หรือในชุมชนพื้นหินเก่า ๆ ก็สามารถทำให้เราลื่นลงไปได้ หรืออากาศที่ร้อนจนทะลุ 45 องศา ก็อาจทำให้เราเป็นฮีทสโตรกได้ ดังนั้น ควรเลือกประกันสุขภาพที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ดังนี้
1) ความคุ้มครองแบบไม่ต้องสำรองจ่าย
แผนประกันที่ดีควรเลือกที่ครอบคลุมทั้งผู้ป่วยใน (IPD) และผู้ป่วยนอก (OPD) พร้อมวงเงินที่สูงพอในการเคลื่อนย้ายตัวฉุกเฉิน กรณีเจ็บป่วยขึ้นมาจะได้มั่นใจว่าเราไม่ควักเงินก้อนใหญ่ออกมาจ่ายเองไปก่อน
2) ความคุ้มครองทั่วโลก โดยเฉพาะในเขตเชงเก้น
โครเอเชียอยู่ในเขตเชงเก้น การเดินทางไป-มาระหว่างประเทศจึงเป็นเรื่องปกติของคนที่ถือวีซ่าเชงเก้น ดังนั้น ควรเลือกประกันสุขภาพสากลที่คุ้มครองครอบคลุม หรือหากจะบินไป-กลับบ้านเกิดบ่อยๆ ก็ควรเลือกประกันที่คุ้มครองทั่วโลก เพื่อลดความจำเป็นในการซื้อประกันเดินทาง และเพิ่มความอุ่นใจเมื่อต้องเดินทางไปประเทศอื่นๆ ได้ด้วย
3) อ่านรายละเอียดกรมธรรม์ให้ละเอียด
ก่อนซื้อประกันทุกครั้งควรอ่านรายละเอียดกรมธรรม์ให้ละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าจะครอบคลุมทุกอย่างแบบที่โฆษณาไว้จริงๆ เพราะในขั้นตอนการเคลม ตัวหนังสือพวกนี้จะบ่งบอกว่าคุณสามารถเคลมได้จริงหรือไม่
4) การรับประกันการต่ออายุ
หัวใจของการทำประกันสุขภาพ คือ บริษัทประกันจะไม่ปฏิเสธการต่ออายุเมื่อคุณอายุมากขึ้นหรือมีโรคเรื้อรังเกิดขึ้นในภายหลัง เพราะหากไม่มีเงื่อนไขนี้ การทำประกันอาจกลายเป็นความคุ้มครองระยะสั้นที่หมดค่าในวันที่ต้องการมากที่สุด
ย้ายไปโครเอเชียแบบอุ่นใจ
สุดท้ายแล้ว การย้ายประเทศมาใช้ชีวิตในต่างแดน ถือเป็นโอกาสที่ดีในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่อย่าลืมว่าไม่ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้น การเลือกประกันสุขภาพที่เหมาะสมจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการยื่นวีซ่าให้ผ่าน แต่คือการวางรากฐานของชีวิตในต่างแดนเป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัยที่คอยดูแลเราในวันที่ร่างกายอ่อนแอที่สุด
เพราะในวันที่ต้องเจอกับกำแพงภาษา ระบบนัดหมายที่ซับซ้อน หรือการรอคิวในระบบรัฐที่ยาวนาน ประกันสุขภาพสากลจะกลายเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น ทั้งการเข้าถึงโรงพยาบาลเอกชนแบบไม่ต้องสำรองจ่าย การพบแพทย์เฉพาะทางได้รวดเร็ว และความคุ้มครองที่ครอบคลุมแม้ในกรณีฉุกเฉินข้ามประเทศ เพราะสุดท้ายแล้ว ความอุ่นใจที่แท้จริงของการใช้ชีวิตในต่างแดน คือการรู้ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เรายังมีทางเลือกที่ดูแลเราได้เสมอ
หมายเหตุ: ข้อมูลนี้อ้างอิงตามเกณฑ์กฎหมายปี 2026 โปรดตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดกับที่ปรึกษาทางกฎหมายหรือตัวแทนประกันภัยก่อนตัดสินใจ
คำถามที่พบบ่อย
Q: ฉันมีประกันเอกชนระดับโลกอยู่แล้ว ต้องสมัคร HZZO ของรัฐอีกไหม?
A: ส่วนใหญ่ยังต้องสมัคร เพราะชาวต่างชาติต้องเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพของรัฐอย่าง HZZO อยู่ดี แม้จะมีประกันเอกชนที่คุ้มครองดีอยู่แล้วก็ตาม
Q: ทำไมคนวัยเกษียณต้องจ่ายเงินย้อนหลังประมาณ 12 เดือน ทั้งที่เพิ่งย้ายมา?
A: เป็นค่าธรรมเนียมเข้าสู่ระบบสำหรับผู้ที่ไม่เคยจ่ายภาษีสุขภาพในโครเอเชียมาก่อน จำนวนเงินก้อนจะอยู่ราว €1,000-€1,100
Q: ถ้าเป็น Digital Nomad ที่ไม่ต้องสมัคร HZZO แล้วจะไปหาหมอที่ไหน?
A: หากเจ็บป่วยสามารถไปโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชนได้ในเครือข่ายโรงพยาบาลที่บริษัทประกันมีเครือข่าย หรือหากไม่มีเลยสามารถสำรองจ่ายและไปเคลมกับบริษัทประกันได้
Q: บัตรประกันสุขภาพ (Health Card) รอนานไหมกว่าจะได้?
A: หลังลงทะเบียนกับ HZZO คุณจะได้รับเอกสารชั่วคราว มาใช้ก่อนทันที ส่วนบัตรพลาสติกตัวจริงมักส่งตามมาทางไปรษณีย์ภายในประมาณ 1-3 เดือน ระหว่างนั้นสามารถใช้เอกสารชั่วคราวไปพบแพทย์ได้ตามปกติ
Q: ภาษาเป็นอุปสรรคไหม เวลาไปหาหมอในระบบรัฐ?
A: บางครั้ง แพทย์จำนวนมากสื่อสารภาษาอังกฤษได้ แต่เจ้าหน้าที่บางส่วนอาจใช้ภาษาโครเอเชียเป็นหลัก หากต้องการความสะดวกด้านภาษา ใช้คลินิกเอกชนจะดีกว่า
Q: ถ้าไปหาหมอแล้วไม่มีประกัน Dopunsko จะเสียเงินเยอะไหม?
A: ต้องร่วมจ่ายประมาณ 20% ของค่ารักษา แม้จะมีเพดานค่าใช้จ่ายต่อครั้งอยู่ราว €530 โดยประมาณ หลายคนจึงเลือกทำประกันเสริม Dopunsko ซึ่งค่าเบี้ยเดือนละประมาณ €10-€15 เพื่อช่วยปิดค่าใช้จ่ายส่วนนี้และลดความไม่แน่นอนเวลาต้องรักษาพยาบาล





