บทความนี้ใช้เวลาอ่านประมาณ 13 นาที ยังไม่มีเวลาตอนนี้ใช่ไหม? ไม่เป็นไร ส่งบทความเวอร์ชันไม่มีโฆษณาไปที่อีเมลของคุณ แล้วกลับมาอ่านภายหลังได้!
This article was originally posted on WomenLearnThai.com.

ทอด แดเนียลส์ ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ในประเทศไทย…
ชื่อ: ทอด แดเนียลส์
สัญชาติ: สหรัฐอเมริกา
อายุ: 52
เพศ: ชาย
ที่อยู่: กรุงเทพฯ, สุขุมวิทตอนล่าง
อาชีพ: เกษียณอายุ
เว็บไซต์: รีวิวโรงเรียนสอนภาษาไทยในกรุงเทพฯ
อัปเดต: ทอดได้รับการยกย่องขึ้นสู่ นักเรียนภาษาประสบความสำเร็จในไทย ซีรีส์
ระดับภาษาไทยของคุณเป็นอย่างไร? ระดับกลาง / ระดับกลาง + / ระดับกลาง ++
ผมคิดว่าภาษาไทยของผมอยู่ที่ระดับกลาง ++ อย่างน้อย อาจจะเป็นเพราะผมคาดหวังในระดับหนึ่งหรือเป็นการเรียนตามแนวการศึกษาไทยที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ที่ทุกคนได้คะแนนผ่านฮ่าๆๆ
คุณเข้าใจภาษาไทยที่ใช้ในชีวิตประจำวันแค่ไหน?
ส่วนใหญ่แล้วผมมักจะเข้าใจภาพรวมของการสนทนาได้ ถ้าผมตั้งใจหรือสนใจในหัวข้อนั้นๆ ผมก็จะเข้าใจประมาณ 95% มากับภาษาที่มีที่แฝงหลายๆอย่าง บ่อยครั้งที่ผมจะไปนั่งที่ฟู้ดคอร์ทและนั่งใกล้กลุ่มคนไทยเพื่อแอบฟังว่าพวกเขาพูดอะไรกัน เรื่องที่เขาพูดกันแปลกแหวกแนวมาก แล้วก็ใช่ คนไทยส่วนใหญ่ไม่คิดว่าชาวต่างชาติจะเข้าใจภาษาไทย จากที่ผมเคยเจอชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ที่นี่ หลายคนยังพูดภาษาไทยไม่ได้เลยที่เดียว คนไทยจึงค่อนข้างเปิดเผยเวลาอยู่รอบๆชาวต่างชาติ และผมก็ใช้ประโยชน์จากตรงนั้นในการพัฒนาความเข้าใจภาษาไทยที่พูดในชีวิตประจำวันได้อย่างลื่นไหล
คุณพูดภาษาไทยแบบไหนมากกว่ากัน ภาษาไทยสตรีท ภาษาอีสานภาษาไทยแบบมืออาชีพหรือแบบผสม?
ผมพยายามดูการพูดไทยของผมตามกลุ่มคนที่ผมพูดกับเขา การติดต่อกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยงานราชการ ธุรกิจที่ผมเข้าไปเกี่ยวข้อง ผมพยายามพูดภาษาไทยแบบสุภาพกึ่งมืออาชีพ และเมื่อพูดคุยกับชาวบ้านทั่วไป พ่อค้าแม่ค้าหรือลูกค้า ผมปรับระดับการพูดไทยของผมให้เข้ากับคนที่กำลังพูดให้ฟังได้แต่ละกลุ่ม ผมสังเกตว่าถ้าพยายามพูดในระดับที่สูงกว่าการพูดที่ทุกคนใช้กันอยู่ มันจะเหมือนว่าเรากำลังโอ้อวดอะไรบ้างอย่าง
ไม่เลย ผมพูดภาษาไทยอีสานได้แค่นิดหน่อย เมื่อผมไปทัวร์อีสานผมพบว่าทุกคนที่อายุต่ำกว่า 50 ปี เข้าใจและพูดภาษากลางของไทยได้ ผมจึงไม่คิดต่าง และยังมียากมากในการจำคำศัพท์ในภาษากลางให้ได้ ยังไม่ต้องการไปยุ่งกับเกียร์ความก้าวหน้า ที่หมุนช้าอยู่แล้วให้ช้ากว่าเดิม
อะไรคือเหตุผลที่คุณเรียนรู้ภาษาไทย?
ตอนแรกผมพยายามให้คนไทยที่ผมสื่อสารด้วยพูดภาษาอังกฤษ แต่ไม่นานผมก็รู้สึกว่ามันน่าเบื่อ จนผมต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวหรือต่างชาติมากขึ้น ที่พูดถึงการขายสิ่งต่างๆ ที่พวกเขากำลังขาย เพราะผมมีเพื่อนต่างชาติน้อยมากที่ผมจะเรียกว่าคนสนิทได้อย่างจริงใจ – ส่วนหนึ่งเพราะความเหงา แต่อีกส่วนหนึ่งเพราะความต้องการที่จะสื่อสารอะไรที่มีสาระมากกว่าคำทักทายทั่วไปหรือหลายครั้งที่ต้องหยุดข้อมูลที่ผสมผสานกัน ผมก็เข้าใจแล้วถ้าจะได้
ประสบสิ่งที่มีค่าต่อตัวของผมที่ถูกใช้ไปในประเทศไทย ผมจะต้องเรียนรู้ภาษาไทย
คุณเริ่มต้นเรียนภาษาไทยเมื่อไหร่?
ผมเริ่มเรียนภาษาไทยหลังจากที่อยู่ที่นี่ประมาณ 4 เดือน ผมเข้าเรียนคอร์สระยะสั้นแบบ 60 ชั่วโมงที่โรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นแบบเข้าชั้นเรียนวันละ 3 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์นาน 4 สัปดาห์ ผมไม่ได้อะไรเลยจากคอร์สนั้น (แถมในคลาสยังเต็มไปด้วยกลุ่มมิชชั่นนารีของคริสเตียนที่ตั้งใจจะเปลี่ยนคนไทยเข้าไปยังศาสนาคริสต์ มันเป็นเรื่องน่ารำคาญ) ประสบการณ์ที่แย่เช่นนั้นทำให้ผมหยุดเรียนภาษาไทยไปช่วงนึง ตอนนี้ผมศึกษาภาษาไทยเองมา 3 ปีแล้ว และได้เข้าเรียนที่โรงเรียนภาษาไทยเอกชนที่มีชื่อแต่ไม่เอ่ยชื่อถึง สำหรับ 180 ชั่วโมง หรือประมาณปีหนึ่งของการเรียน
ตอนนี้คุณใช้เวลาเรียนภาษาไทยมากแค่ไหน?
ถ้าฉันรวมเวลาทั้งหมดในแต่ละวัน มันก็คงใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมงกระจายกันไปทั้งวัน ส่วนใหญ่ก็หาคำศัพท์ที่ฉันไม่รู้ อ่านแมกกาซีน อ่านหนังสือภาษาไทยที่สอนภาษาอังกฤษ (ซึ่งมันมีค่าสูงมากในแง่ของการเรียนรู้ภาษาไทย) ส่วนใหญ่ก็จะเป็นอะไรประมาณนี้
คุณมีตารางเรียนอย่างสม่ำเสมอไหม?
ตอนแรกๆ ฉันเคยทำแบบนั้น ฉันจะจัดเวลาสัก 2-3 ชั่วโมงเพื่อทบทวนคำศัพท์ อะไรประมาณนั้น แต่ตอนนี้ไม่ค่อยทำเท่าไหร่แล้ว ฉันยังพกสมุดโน้ตและปากกาไว้จดคำศัพท์ที่ไม่รู้จักเพื่อหาความหมายทีหลัง การไม่ได้ทำอะไรจริงๆ มันช่วยได้ด้วย เพราะฉันสามารถเรียนหรือทบทวนเมื่อไหร่ก็ได้ ที่จริงแล้วฉันยุ่งอยู่ตลอดเวลาโดยไม่ได้ทำอะไรจริงๆ เลยจะซื้อปฏิทินรายวันไว้สักอัน!
คุณใช้วิธีการเรียนภาษาไทยแบบไหนบ้าง?
โอ้ ฉันมีทรัพยากรการเรียนรู้ภาษาไทยมากมายกว่าที่ฉันจะยอมรับได้หนังสือและแผ่น C/D ของ Benjawan Becker , DVD ของ Mathew Courage, Rosetta Stone, หลายชุดจากโรงเรียนสอนภาษาไทยเอกชนที่ ‘ยืม’ มา, หนังสือมากมายจากผู้เขียนคนอื่นเกี่ยวกับการเรียนภาษาไทย ฯลฯ
ฉันใช้วิธีการเรียนที่ไม่ธรรมดาตรงที่ฉันสอนตัวเองให้อ่าน/เข้าใจภาษาไทยก่อนที่ฉันจะสามารถพูดหรือเข้าใจถ้อยคำภาษาไทยที่ฟังได้ดี ฉันสามารถจดจำคำภาษาไทยที่เขียนไว้ รู้ความหมายของมันได้ แม้ว่าฉันจะไม่สามารถออกเสียงโทนของมันให้ถูกต้องได้เมื่อต้องพูดภาษาไทย
มีวิธีการเรียนไหนโดดเด่นเกินกว่าวิธีอื่นๆ ทั้งหมดไหม?
ถ้าจะให้พูดเลย ในบรรดาวิธีที่ฉันได้รับสำหรับการเรียนภาษาไทย การเรียนรู้แบบ ‘ตามสถานการณ์’ เป็นวิธีที่ให้ประโยชน์มากที่สุดผลดีคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย. การเรียนรู้แบบตามสถานการณ์ หมายถึงการเรียนรู้การสร้างประโยคตามความต้องการของสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจง เช่น ไปรษณีย์ ศูนย์อาหาร ห้องแพทย์ ในแท็กซี่ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณทำทุกวันที่นี่ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนั้นการเข้าใจถึงสิ่งที่คุณต้องพูดและคาดว่าจะพูดที่ไหน เป็น ‘กุญแจ’ สำคัญในการเริ่ม ‘ไข’ ประเทศนี้ให้กับคนต่างชาติ ระหว่างนั้นและการเพิ่มคำศัพท์ที่มีความถี่สูงให้ตัวเองตลอดเวลา คนก็สามารถทำได้ดีทีเดียว
คุณเริ่มอ่านและเขียนภาษาไทยแล้วหรือยัง?
ฉันเริ่มเรียนรู้การอ่านก่อนที่ฉันจะสามารถพูดภาษาไทยที่มากกว่าแค่คำสองคำแบบนักท่องเที่ยวได้หรือแม้แต่ ‘ประโยคสำเร็จรูป’ อย่างง่ายในภาษาไทย ฉันสามารถเขียนภาษาไทยได้ แต่ลายมือของฉันดูเหมือนเด็กอนุบาล ฉันสอนตัวเองให้พิมพ์สัมผัสภาษาไทยบนคีย์บอร์ดโดยใช้ทุกนิ้วของฉัน นั่นเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย เพราะการพิมพ์ภาษาไทยนั้นภาระการใช้นิ้วจะหนักไปข้างหนึ่ง และใช้นิ้วสองนิ้วข้างนอกของมือนั้นมากยิ่ง นอกจากนี้ยังมีเยอะเรื่อง ‘การเปลี่ยนแป้น’ และการเอื่อมแป้นที่ไม่ค่อยใช้ในภาษาอังกฤษมากนัก
ถ้าใช่ คุณพบว่าการเรียนรู้การอ่านและเขียนภาษาไทยยากไหม?
ฉันพบว่าการเรียนรู้การอ่านภาษาไทย (วิธีที่ฉันเลือกสอนตัวเอง) ง่ายกว่าการพูดให้ชัดเจนมาก เมื่อตอนที่ฉันเริ่มสอนตัวเองให้อ่าน ฉันไม่ได้พยายามเรียนรู้โทน (และยังคงมีปัญหาจากการที่ละเลยเรื่องนี้) หรือกลุ่มพยัญชนะ ตอนแรกฉันไม่ได้เรียนคำที่เกี่ยวข้องกับตัวอักษรไทยเลย แต่ฉันแยกเป็นสิ่งที่ว่าภาษาไทยมีตัวอักษร 6 ตัวที่มีเสียงใกล้เคียงกับเสียง “T” ในภาษาอังกฤษ ได้แก่ ฐ, ฑ, ฒ, ท, ธ, ถ ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่ฉันเห็นตัวอักษรพวกนี้ ฉันจะเชื่อมโยงมันเข้ากับเสียง “T” ทันที เช่นเดียวกันสำหรับเสียง “K” ทั้ง 5 เสียง และเสียง “S” ทั้ง 4 เสียงในภาษาไทย
ฉันพบว่าสระค่อนข้างยากในตอนแรก โดยเฉพาะตัวที่เปลี่ยนหรือแปรรูปตามพยัญชนะที่ตามมา แต่อย่างไรก็ตามเมื่อคุณเรียนรู้สระได้ดีในด้านช่วงเวลากลางและยาวแล้ว มันมีความคงที่ค่อนข้างมากตลอดภาษาไทย ซึ่งต่างจากภาษาอังกฤษที่สระมีความไม่แน่นอนเนื่องจากภาษาอังกฤษฐานมาจากภาษาหลายภาษา
คุณใช้เวลานานแค่ไหนก่อนจะกล้าลองใช้ทักษะภาษาไทยของคุณจริงๆ?
โอ้ว เอาจริงๆ ฉันยังรู้สึกลังเลในการคุยกับคนไทยในภาษาไทยจนถึงทุกวันนี้ ถ้าฉันไม่อยู่กับเพื่อนคนไทยหรือคนที่ฉันรู้จัก ฉันจะให้คนไทยพูดภาษาอังกฤษมากที่สุดเท่าที่พวกเขาจะทำได้ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนเป็นภาษาไทย ฉันรู้ว่าฟังดูไม่ดี แต่ในความเป็นจริงมันไม่ได้แย่อย่างที่อ่านบนกระดาษ
คุณสามารถทำให้ตัวเองเข้าใจในไทยได้เร็วแค่ไหน (แม้แต่เพียงเล็กน้อย)?
พอเริ่มจริงๆ ฉันสามารถใช้ ‘ประโยคสำเร็จรูป’ ทักทาย และคำถามพื้นฐานได้ดี แต่ถ้าการสนทนาเลย ‘บท’ ไปฉันก็หลงทางทันที
อะไรคือเหตุการณ์ที่คุณอายที่สุดเมื่อพูดภาษาไทย?
โอ้ ฉันมีมากมาย หนึ่งในนั้นคือตอนที่ฉันซื้อแว่นกันแดดจากร้านริมทาง แล้วออกเสียงคำสุดท้ายผิดเป็นอีกคำนึงที่ได้ไม่ดี เอาเสียเลย!
อะไรคือมโนคติที่ผิดพลาดที่สุดสำหรับนักเรียนที่เรียนภาษาไทย?
การที่คิดว่าการเรียนรู้การอ่านและเข้าใจสิ่งที่คุณอ่านในไทยเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ มันใช้เวลา และใช้เวลานับชั่วโมงในการท่องจำคำศัพท์และทบทวน แต่ในความคิดของฉัน มันง่ายกว่ามากที่จะอ่าน/เข้าใจสิ่งที่เขียนในภาษาไทยมากกว่าที่จะพูดภาษาไทยอย่างชัดเจนในฐานะชาวต่างชาติ
ข้อแก้ตัวที่ล้าสมัยเช่นกัน ฉันไม่สามารถพูดภาษาไทยได้เพราะฉันตาบอดเสียงไม่ได้ยินความแตกต่างระหว่างคำที่เสียงเหมือนกันแต่มีโทนที่ต่างกัน ตอนแรกฉันก็ไม่ได้ยินเช่นกันและเกือบยอมแพ้ จากนั้นฉันก็เริ่มเรียนรู้โทนที่ต่างกันในคำที่ฉันใช้บ่อยๆ: ขาว ข้าว เสื้อผ้า เสื่อ เสือ ฯลฯ (แม้ว่าปกติฉันจะไม่ค่อยพูดถึงเสือเท่าไหร่ก็เถอะ!) สุดท้ายฉันเริ่มได้ยินโทนเมื่อคนไทยพูดกับฉัน ฉันยังมุ่งเน้นเฉพาะโทนที่ขึ้นและลงเท่านั้น เพราะอีกสามโทนสามารถคลุมเคลือในแบบภาษาพูดได้โดยไม่สูญเสียความเข้าใจกับชาวไทย
ฉันเชื่อว่าใครก็ตามที่ตั้งใจจริงสามารถเรียนรู้เพื่อให้สามารถสื่อสารในภาษาไทยได้ถึงแค่ระดับที่สามารถเข้าใจและทำกิจวัตรประจำวันในภาษาไทยได้สำเร็จ
ครั้งแรกที่คุณรู้สึก ‘อะฮ่าห์’ คือ?
ฉันคิดว่ามันคือตอนที่ฉันเริ่มจับหลักโครงสร้างคำในภาษาไทยที่มีคุณศัพท์ตามหลังคำนาม คำลักษณะนามหากหลากหลาย (ยกเว้นลักษณะนามที่เป็นคำเดียวกันกับคำนาม) กิริยาวิเศษณ์ตามหลังคำกิริยา ตัวบอกเวลาเพื่อบอกกาลหรือ ‘เวลา’ ของเหตุการณ์ ตัวบ่งบอกอารมณ์ และความแตกต่างของลำดับคำระหว่างประโยคและคำถาม
คุณเรียนภาษายังไงบ้าง?
ทันทีที่ฉันเรียนรู้ภาษาอื่น (นอกจากภาษาแม่ของฉันคืออเมริกันอังกฤษ) จนรู้สึกสบายใจแล้ว ฉันจะกลับมาบอกแน่!
จุดแข็งและจุดอ่อนของคุณคืออะไร?
จุดแข็งของฉันอยู่ที่การอ่าน การเข้าใจคำผสมในภาษาไทยที่ความหมายไม่เหมือนคำเดียวเมื่อแยกจากกัน การรู้ความหมายแฝงที่พบเจอบ่อย การพิมพ์ภาษาไทยเป็นอีกอย่างที่ฉันรู้สึกว่าเป็นจุดแข็ง ถึงแม้ว่าฉันจะสามารถถอดความภาษาไทยได้เร็ว (เช่นพิมพ์บางสิ่งจากหนังสือลงในเอกสาร) การพิมพ์สดในขณะที่พูดยังช้ากว่านั้นมากเนื่องจากการสะกดผิดบ่อยครั้งของฉัน แม้ว่า MSN และเว็บไซต์แชทอื่นๆ กำลังช่วยฉันพัฒนาทางด้านนี้อยู่
จุดอ่อนของฉันคือโทนเสียงที่ไม่สม่ำเสมอของคำในภาษาไทยที่ฉันพูด ฉันโอเคกับความยาวของสระในตอนนี้และการออกเสียงต้น/ท้ายค่อนข้างชัดเจนแล้ว โชคไม่ดีที่การที่ฉันสอนตัวเองให้อ่าน (ละเว้นกลุ่มพยัญชนะหรือการเรียนรู้กฎโทน) ฉันพบว่ามันยากกว่ามากที่จะ ‘ย้อนกลับมาแก้ไข’ การออกเสียงที่ผิดมากกว่าที่จะเรียนรู้มันให้ถูกตั้งแต่เริ่มแรก
หากฉันต้องเข้าหาพวกคนไทยที่ฉันไม่รู้จัก ฉันมักจะใช้วิธีที่เรียกว่า ‘การเต้นรำภาษาไทย’ ในภาษาไทยฉันจะพูดว่า “สวัสดีค่ะ คุณสบายดีไหม คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหม ฉันพูดภาษาไทยได้นิดหน่อย คุณเข้าใจฉันไหม” สิ่งนี้มีสองอย่าง อย่างแรกคือทำให้คนไทยที่คุณกำลังติดต่อกับเขากลับมาใส่ใจในการฟังภาษาไทยแทนการฟังคำภาษาอังกฤษ และมันทำให้พวกเขาเข้าใจดีว่าสำเนียงและการออกเสียงภาษาไทยของคุณเป็นอย่างไร เชื่อฉันเถอะว่าทุกคนที่นี่พูดภาษาไทยด้วยสำเนียงต่างชาติ ไม่ว่าจะได้รับการชมเชยมากน้อยเพียงใดก็ตามจากชาวไทย
(ในความคิดเห็นเพิ่มเติม; ถ้าฉันมีเงินทุกครั้งที่ได้รับคำชมจากคนไทยเกี่ยวกับความสามารถในการพูดภาษาไทย ฉันก็คงจะเป็นมหาเศรษฐีที่นี่!)
คุณพอจะสื่อสารในภาษาอื่น ๆ ได้บ้างไหม?
อืมม อาจจะภาษาอังกฤษ แต่เดี๋ยวฉันต้องไปคิดดูก่อนนะ
การเรียนรู้ภาษาไทยส่งผลต่อความรู้ในภาษาอื่นที่คุณพูดได้หรือเปล่า?
มันทำให้ฉันตระหนักว่ามันยากแค่ไหนสำหรับคนที่ไม่ใช่เจ้าของภาษาที่จะเรียนรู้การพูด อ่าน และเขียนภาษาอังกฤษ ฉันพบว่าการเรียนรู้ภาษาไทยค่อนข้างตรงไปตรงมาเมื่อฉันเข้าใจโครงสร้างของภาษาไทยเข้าใจแล้ว
คุณเคยลองใช้ภาษาต่างประเทศกี่ภาษา (เวลาคุณเดินทางต่างประเทศ หรือเวลาคุยกับเจ้าของภาษานั้นที่บ้าน แม้จะมีเพียงแค่หนังสือพูดก็เถอะ)?
อืม ฉันคิดว่านี่เป็นครั้งแรกที่ฉันลองทำ ฉันเป็นคนอเมริกันและเมื่อฉันเดินทาง ฉันก็มีทัศนคติแบบหยิ่ง ๆ “คุณหมายความว่าไงคุณพูดภาษาอังกฤษไม่ได้!”
คุณกำลังเรียนรู้ภาษาอื่นไปพร้อมกับภาษาไทยไหม?
ตอนนี้ฉันกำลังลองเรียนรู้การอ่านภาษาลาวอยู่
ตอนนี้คุณอาศัยอยู่ในประเทศไทยหรือตอนคุณเคยอาศัยอยู่ในประเทศไทยหรือเปล่า? ถ้าใช่ นานแค่ไหน?
อยู่สิ ฉันอยู่ที่นี่ต่อเนื่องมาเกือบ 6 ปีแล้ว
คุณเป็นนักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือมีประสบการณ์ในการเขียนโปรแกรมไหม?
ไม่มีเลย
คุณมีความหลงใหลในดนตรีไหม หรือคุณเล่นเครื่องดนตรีอะไรบ้างไหม?
ฉันชอบเพลงร็อคยุค 70s ที่อาจจะเรียกแบบนี้ และเพลงแนวนี้ในตอนที่ฉันเริ่มฟังมันมันสมัยใหม่มาก; KISS, Judas Priest, Styx, Queen, Heart, Ted Nugent, Poison, Def Leppard, เป็นต้น นอกจากนี้ฉันยังชอบเพลงร็อคไทยอย่าง Loso, Micro, Body Slam, Big Ass, อัสนี-วสันต์, และบางทีก็ลุงเบิร์ด ธงไชยด้วย
คุณจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเรียนแก่ผู้เรียนภาษาไทยคนอื่น ๆ ได้ยังไง?
อย่าท้อแท้ อย่าล้มเลิก และอย่าวางความคิดในหัวว่าภาษาไทยยากเกินกว่าที่คุณจะเรียนรู้ได้! ต้องใช้เวลาและการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง และไม่มีวิธีวิเศษในการเรียนภาษาไทย ไม่มีเม็ดวิเศษที่คุณกินแล้วจะพูดภาษาไทยได้ทันที คนไทยมีสำนวนเดียวกับที่เราใช้ในภาษาอังกฤษ ‘เรียนรู้จากความผิดพลาดของคุณ’, แต่ของพวกเขาคือ ผิดเป็นครู
คุณจะทำผิดพลาด มากมายหลายครั้ง! คุณจะพูดบางอย่างที่ทำให้คนไทยหัวเราะออกมา แต่ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ ทำใจให้สบาย หัวเราะไปกับความผิดพลาดและยอมรับมันเพราะทั้งหมดคือส่วนหนึ่งของกระบวนการในการเรียนรู้ภาษาไทย
แผนการศึกษาภาษาไทยของคุณสำหรับหกเดือนข้างหน้าคืออะไร? แล้วภายในปีนี้ล่ะ?
ฉันอยากจะพัฒนาจนอยู่ในระดับที่สามารถสอบวัดระดับความรู้ภาษาไทยได้ (ซึ่งมาแทนที่การสอบ ป.๖) ในช่วงสิ้นปีนี้ ฉันยังเรียนคำศัพท์ทางไวยากรณ์ต่าง ๆ อยู่ เพราะฉันคิดว่ามันมีคุณค่าที่แท้จริงในการสอนภาษาอังกฤษให้กับคนไทยโดยใช้ภาษาไทย/อังกฤษและอักษรพินธน์ประกอบ คล้ายกับที่ Andrew Biggs และ Christopher Wright ทำตอนนี้ในตลาดสอนภาษาอังกฤษแก่คนไทย
แล้วคำถามสำคัญคือ: คุณยอมรายงานความก้าวหน้าของคุณในหกเดือนข้างหน้าไหม?
หากฉันยังมีชีวิตอยู่ต่อไป คุณมีคำพูดของฉันเรื่องนี้ ฉันสาบานต่อ KISS เลยว่าฉันจะทำ
Tod Daniels | toddaniels at gmail dot com
รีวิวโรงเรียนสอนภาษาไทยในกรุงเทพ
(อย่างไรก็ตาม: ฉันไม่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนสอนภาษาไทยใด ๆ ทั้งสิ้น)
การอยู่รอดในภาษาไทย…
ขอบคุณท็อด
Snap, Talen และ Greg. และสำหรับทุกคนที่สนใจ – หากคุณอยากมีส่วนร่วมในซีรีส์ “การใช้ชีวิตในไทย” ติดต่อฉันได้เลย. และอย่าลืมจุดสำคัญ: ไอเดียของซีรีส์นี้คือการสัมภาษณ์ผู้ที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยและยัง กระตุ้นความสนใจในการเรียนภาษาไทยให้อยู่ในกระแสเสมอ





